The tell-tale trails ภูเขาเล่าเรื่อง The 1st trail: Langtang-Gosaikunda, Nepal

“จะจ่ายเงินลากสังขารไปลำบากลำบนทำไม?” เป็นคำถามยอดฮิตรองจาก “นี่คือไปพักผ่อนหรือไปทรมานนะ?”

ทุกครั้งที่ได้ยินคนถามประโยคนี้ เรายิ้มในใจ มันอาจจะมีเหตุผลมากมายที่ไม่สามารถกลั่นออกมาเป็นคำพูดได้ หรือจริงๆแล้วอาจไม่มีเหตุผลใดๆเลยก็ได้

เราไม่มีคำตอบให้ภายในเจ็ดบรรทัด แต่เรื่องราวเหล่านี้ที่จะเล่าให้ฟังคือสิ่งที่เราได้พบในการเดินทาง และเป็นเบื้องหลังคำตอบว่า จะจ่ายเงินลากสังขารไปลำบากลำบนทำไม? ภูเขามีอะไรดี?
ถ้าคุณมีเวลาเกินห้านาที เชิญติดตามรับชมตอนที่หนึ่งในซีรีส์ของเรา...The tell-tale trails ภูเขาเล่าเรื่อง

 

The 1st trail: Langtang-Gosaikunda, Nepal

ภูเขาลูกที่หนึ่ง เส้นทางสู่ทะเลสาบศักดิ์สิทธิ์แห่งพระศิวะ โกไซคุน ประเทศเนปาล 4,380 เมตรจากระดับน้ำทะเล

‘เก้าอี้ไม้ที่เหลืออยู่แต่ในภาพถ่ายและความทรงจำ’


2 พฤศจิกายน 2556 - กรุงเทพมหานครฯ

“มึงงงงงงงงง ไปเนปาลกัน” เหมี่ยว เพื่อนสนิทของเราแชทมาชวนในวันหนึ่ง ทั้งที่เมื่อต้นปีที่แล้วเราสองคนเพิ่งจับมือให้คำมั่นต่อกันที่ตีนเขาช้างเผือกว่า “ไม่เอาแล้วว พอออออ เข็ดไปอีกนานน” หลังจากลากสังขารโทรมๆและเป้พิกัด 7 กิโลกรัมลงมาจากเขาได้ด้วยความทุลักทุเล

“ไปๆๆๆๆ” นิ้วมือเรารีบพิมพ์ตอบบนหน้าจอเล็กๆของ iPhone 5C ตามที่ไขสันหลังสั่งภายในสามวินาที ทั้งๆที่ตอนนั้นหัวเข่ายังไม่หายเจ็บเลยด้วยซ้ำ

บางทีพวกเราอาจจะเพี้ยนในระดับที่ใกล้เคียงกันมากพอสมควรถึงคบกันได้  ใครจะรู้ว่าหลังจากนี้ เหมี่ยวและเราจะได้เป็นคู่เวรคู่กรรมในการเที่ยวแบบลำบากตรากตรำสไตล์ไปอีกนานแสนนาน....

 

10 ธันวาคม 2556 – 15 วันก่อนเดินทาง

Notification ของ Facebook messenger เด้งเตือนขึ้นมาในเวลาเที่ยงสิบสามนาที

Meow: ตายๆๆๆ หนาวตายแน่ เช็คอากาศ ต่ำสุดลงไป -15 แล้ว

Pair Tattiam: เดี๋ยวไปซื้ออุปกรณ์กันหนาวที่นู่นละกัน ขี้เกียจแบก

Biggu: (กดไลค์)


26 ธันวาคม 2556 - วันแรกบนแผ่นดินเนปาล

ย่านทาเมล เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล 1,280 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ไอ้เหมี่ยวสาวออฟฟิซสภาพผมสั้นพร้อมสะบัดบ๊อบรับมือกับความสกปรกทุกรูปแบบ และบิ๊กชายเดี่ยวผู้ตกลงปลงใจมาร่วมทริปนี้ กับผมทรงร.ด. เดินนำหน้าเราบนถนนเปื้อนฝุ่นของย่านทาเมล

วันนี้เป็นวันเตรียมตัวและปรับร่างกายให้ชินกับความสูง (acclimation day) ที่เมืองหลวงของประเทศเนปาลก่อนเดินทางขึ้นเขาจริงๆ เราสามคนที่มีต้นทุนชีวิตด้านอุปกรณ์ต้านหนาวต่ำเตี้ยเนื่องด้วยชาติกำเนิดอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร เดินออกมาเลือกซื้อพวกเสื้อกันหนาว ถุงเท้าถุงมือต่างๆ ตามร้านรวงที่มีเสื้อผ้าเทรคกิ้งแบรนด์ดัง ที่มองด้วยหางตาผ่านฝุ่น PM 2.5 ก็รู้แล้วว่าปลอมแท้ๆ (แต่ของปลอมเนี่ยล่ะที่ช่วยชีวิตพวกเราไว้จากการหนาวตายในเวลาต่อมา!)

พวกเราแยกย้ายกันเดินซื้อของตามความสนใจของตัวเอง เหมี่ยวได้กางเกงตัวใหม่และผ้าบัฟหลากสี เราได้ถุงเท้าอุ่นๆที่คนขายเคลมว่าเป็นขนกระต่ายหิมะ พร้อมหมวกกับถุงมือถักราคาถูกเหลือเชื่อ

ระหว่างเข้าๆออกๆร้านขายอุปกรณ์เทรคกิ้งกับเหมี่ยวก็สังเกตุได้ว่าหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ชาวเนปาลนั้นให้ความสนใจกับไอ้เหมี่ยวมากเป็นพิเศษแบบไม่พยายามจะปิดบังกันเลย บ้างก็ถามว่าเธอๆมาจากไหน บางคนเดินมาถาม ‘why you’re so beautiful?’ บ้างก็ทักว่าเป็นดารา บางคนมองจนเหลียวหลัง 

เพื่อให้เห็นภาพ เอาเป็นว่าสายตาหนุ่มเนปาลที่มองไอ้เหมี่ยวนั้นไม่ต่างอะไรจากที่คนไทยเจอน้องญาญ่าเดินช็อปอยู่สำเพ็งละกัน อยากแนะนำไอ้เหมี่ยวให้ขอวีซ่าถาวรมาตั้งรกรากที่นี่จริงๆ น่าจะรุ่งมาก

ถึงเวลาพลบค่ำอุณหภูมิในหุบเขากาฐมาณฑุลดต่ำลงเกือบถึงศูนย์องศาเซลเซียส พวกเรากลับมารวมตัวกันอีกทีข้างกองไฟอุ่นๆของร้านอาหารบนดาดฟ้าในย่านทาเมล ไม่ไกลจากที่พัก ต่างคนต่างอวดของที่ซื้อมาได้ บางอย่างก็ซื้อมาแทบจะเหมือนกัน แต่มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างหนึ่ง คือไอ้เหมี่ยวและเราซื้อของแพงกว่าตาบิ๊กทั้งสิ้น! บางอย่างบิ๊กซื้อได้ราคาถูกกว่าพวกเราเกือบครึ่ง คิดแล้วก็รันทดในใจ พวกเราคงไม่มีภูมิต้านทานแววตาเว้าวอนและคำพูดที่ว่า “ลดกว่านี้ไม่ได้แล้วจ้ะ!”


 27 ธันวาคม 2556

ตลาดธุนเช่ เมืองรสุวา ประเทศเนปาล 2,030 เมตรจากระดับน้ำทะเล



“ลดกว่านี้ไม่ได้แล้วจ้ะ”

เราเดินคอตกออกจากร้านค้าเล็กๆขนาดหนึ่งคูหาในตลาดธุนเช่ ต้นทางในการเดินของเรา หลังจากแม่ค้ารุ่นคุณน้าส่ายหัวแล้วยิ้มให้เรา แสดงถึงความล้มเหลวจากการเจรจาต่อรองราคาอีกเช่นเคย

“บินี่ บีนี่” เสียงตะโกนจากคุณน้าแม่ค้าไล่หลังมา ด้วยประสบการณ์ภาษาเนปาลที่อ่อนด้อยยังพอแปลได้ว่า เค้าเรียก “น้องๆ”

เราเดินกลับไปอย่างงงๆ ก่อนคุณน้าจะส่งภาษาเนปาลิชจับใจความได้ว่า “ก็ตกลงว่าลดราคาให้นี่ ทำไมไม่เอาล่ะ ลดกว่านี้ไม่ได้แล้วนะจ๊ะ ราคานี้บวกกำไรไปนิดเดียวเอง” แหม่ แพทเทิร์นการตอบเป็นสากลจริงๆ นี่นึกว่าต่อราคาแม่ค้าอยู่แถวประตูน้ำ

เรายืนงงต่ออีกพัก ก่อนจะระลึกได้ว่า อ๋ออออ สำหรับคนเนปาล ‘ส่ายหัว = พยักหน้า = yes’ ก็คือว่าต่อราคาสำเร็จสินะ เก่งจริงๆเรา ลดได้ตั้งห้าบาท หึหึ...

สิบชั่วโมงก่อนหน้านี้

“จิตราแอนด์เดอะแก๊งค์” ซึ่งประกอบด้วย จิตรา ไกด์เนปาลหัวใจK-Pop น้องดิลลูกหาบหนุ่มผู้น่ารัก และพี่ลูกหาบอีกคนที่แสนมีน้ำใจ ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าพี่แกชื่ออะไร ฮาริ ฮารี ฮารา? เรียกแกพี่บ่าวไปก่อนในที่นี้ ทั้งสามคนได้พาเราขึ้นรถบัสแบบโลคอลสุดใจ จากท่ารถริมถนนคลุกฝุ่น ออกมาจากเมืองกาฐมาณฑุผ่านทางหลวงสายหลักของประเทศมาทางทิศใต้ เป็นระยะทาง 170 กิโลเมตร มองเห็นเทือกเขาคเนศหิมาลปกคลุมด้วยทะเลหมอกอยู่ไกลๆ




เริ่มแรกที่ได้ขึ้นมาบนรถ พี่บ่าวจัดแจงที่นั่งให้พวกเราบนรถบัสประจำทางยี่ห้อTATAสีสันสดใส คนบนรถไม่เยอะนัก กำลังสบาย นั่งชมวิวริมหน้าต่าง คิดในใจว่าเหมือนนั่งรถหวานเย็น ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่างแถวบ้านเราสมัยยี่สิบปีที่แล้ว เราว่ามันก็โอเคนะ ชิลๆเรียลๆดี

หลังจากนั้นประมาณสามชั่วโมง น้าคนขับแวะจอดรายทางตามหมู่บ้านต่างๆ ผู้โดยสารทยอยขึ้นรถตามจุดต่างๆที่ละคนสองคน ส่วนมากมาพร้อมสัมภาระขนาดใหญ่  

พีคสุดคือเอาแพะขึ้นมาผูกบนหลังคารถบัสแล้วปล่อยให้น้องเอาตัวรอดกับเส้นทางร้อยโค้งเพียงลำพัง

เมื่อถึงป้ายสุดท้ายที่น้าคนขับแวะรับ กระเป๋าเป้และข้อศอกของหนุ่มน้อยที่ยืนข้างๆได้วางสงบนิ่งอยู่หัวของไอ้เหมี่ยวอย่างสมบูรณ์แบบ ณ จุดจุดนั้นเรารู้สึกได้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับคนเนปาลอย่างแท้จริง ที่บอกว่าอยากได้ความเรียล จริงๆแล้วก็ไม่คิดว่าจะเรียลได้ขนาดนี้อ่ะนะ



หลังจากจอดแวะให้พวกเราได้ปลดปล่อยนู่นนี่ลงตามพงหญ้าข้างทางกันบ้างเล็กน้อย เข้าโค้งทางแคบตรงเหวสูงประมาณตึกสิบชั้นประมาณร้อยครั้ง แวะกินดาลบัตคนละถาด พวกเราก็ถึงที่หมายด้วยความเร็วเฉลี่ยไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

จากการนั่งรถเป็นเวลาเกือบสิบชั่วโมง เราพบว่าความเกรี้ยวกราดในการใช้ท้องถนนของคนเนปาลถือว่าต่ำมาก บางทีก็คิดว่าต่ำเกินไป คนขับรถสามารถจอดรอให้เจ๊วัวและลูกน้อยเดินเคี้ยวเอื้องย่างกรายผ่านหน้ารถไปอย่างช้าๆได้โดยไม่บีบแตร (ที่นั่นวัวคือสัตว์ของเทพจ้า ห้ามบูลลี่ กินก็ไม่ได้) เวลารถติดมากๆ คนขับจะดับเครื่องแล้วก็ร้องเพลงหรือคุยกับคนข้างทาง จากการประเมินด้วยสายตา คาดว่าค่าความเกรี้ยวกราดในการใช้ท้องถนนของคนเนปาลนั้นน่าจะต่ำกว่าประชากรแยกอโศกถึงประมาณ 17.5 เท่าเลยทีเดียว

เมื่อรถจอดทันที่ที่เราก้าวขาสั้นๆลงจากรถก็ถึงกับขาสั่น ไม่ใช่เพราะกลัวโค้งเหวสูงขนาดตึกสิบชั้นที่ผ่านมาเมื่อกี้ แต่เพราะเหลือบไปเห็นว่ายางรถที่เรานั่งฝ่าโค้งข้างเหวมานั้น แทบไม่มีดอกเหลืออยู่เลย ขอบยางก็ดูจะแอบปริเล็กน้อย เข้าใจแล้วว่าทำไมรถโดยสารที่เนปาลทุกคันถึงติดสติ๊กเกอร์เทพรวมฮิตทุกศาสนา ทั้งพ่อศิวะ พระคเณศก็มา เจ้าแม่กาลีก็มี พระลักษมีเหมือนเดิม เพิ่มเติมพระพุทธเจ้า สาธุ ขอบคุณที่ช่วยเซฟลูกช้าง....

คืนนี้พวกเรานอนกันที่ตึกสี่ชั้นของสองสามีภรรยาที่ทำเป็นโฮสเทลในตลาดธุนเช่ สภาพเหมือนห้องแถวทั่วไป มีเตียงไม้เล็กๆสามเตียงวางชิดมุมห้องสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 15 ตารางเมตร ปูพื้นด้วยเสื่อน้ำมันลายไม้ยอดฮิต มีผ้าห่มสีขาวดูสะอาดตาวางไว้ให้คนละผืน นอกจากนั้นแล้วก็ไม่มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกใดๆ แต่มันก็เพียงพอสำหรับพวกเราสามคนที่ตอนนี้เหนื่อยล้ามากกับการเดินทางอันยาวนาน หลังจากกินข้าวและแปรงฟันแล้ว พวกเราก็รีบกินยาป้องกันอาการแพ้ความสูงคนละครึ่งเม็ดและรีบซุกตัวเข้าถุงนอนหนีจากความหนาวเย็นจนเกือบติดลบในคืนนั้น หวังว่าพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาอย่างสดใส พร้อมเดินขึ้นหิมาลัยที่ยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรกของชีวิต


นี่โม้มาตั้งเยอะเพิ่งถึงที่พักตีนเขา ยังไม่ได้เดินซักก้าว 

พรุ่งนี้สามเด็กไทยจะไปไกลถึงทะเลสาปศักดิ์สิทธ์มั้ย พวกเค้าจะรอดชีวิตกลับมาอย่างสมประกอบหรือไม่ โปรดติดตามโศกนาฏกรรมชีวิตของพวกเราในตอนต่อไปฮะ

Comments

  1. ได้โปรดอย่าลงรูปไอ้เหมี่ยวคนนั้นเลยนะ เดี๋ยวคนไทยจะเปลี่ยนจาก why you're so beautiful? เป็นอย่างอื่น 😥

    ReplyDelete
    Replies
    1. ไม่ทันแล้ว........

      Delete
    2. หวัดดีเหมี่ยวญาญ่า>[]<

      Delete
  2. 5555 เล่าซะเห็นภาพ ทำเอาคิดถึงเนปาลเลย คิดเหมือนกันว่าเวลามีคนถามว่าไปทรมานสังขารบนภูเขาทำไม มันตอบยากเนอะ แต่อันนี่เล่าสนุกดี รออ่านต่อ (ปล.เทมเอง มันเปลี่ยนชื่อยังไงวะ)

    ReplyDelete

Post a Comment